หากเราสังเกตสถานการณ์โลกในปี 2026 เป็นเรื่องที่น่าตกใจว่า ศาสนาที่ควรสร้างสันติภาพ มักถูกหยิบยกมา เป็นเกราะป้องกัน ในการสร้างความรุนแรง การตีความคัมภีร์ ในลักษณะที่แข็งกร้าว ยังคงปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน ทั้งในสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ซึ่งประเด็นนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องไกลตัว ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคง ของมนุษยชาติทุกคนในวงกว้าง
ผู้เชี่ยวชาญด้าน ความขัดแย้งระดับสากล พบความจริงที่น่ากังวลว่า องค์กรทหารหลายแห่ง จงใจใช้ศาสนา เพื่อขับเคลื่อนอุดมการณ์ ให้เหล่านักรบ ดังตัวอย่างใน การอุดหนุนสถาบันการศึกษา ที่มีแนวคิดสุดโต่ง ซึ่งส่งผลโดยตรงกับ นายทหารระดับสูง จนกลายเป็นประเด็นที่น่ากังวล ทั้งในแง่ของ การสร้างภาพลักษณ์ศัตรูที่ชั่วร้าย เพื่อลดความลังเลใจในการใช้กำลัง
จุดร่วมที่น่าสนใจ ในการแปรรูปความเชื่อ มีประเด็นหลักคือ:
ทำไมเราถึง หลงเชื่อ อุดมการณ์สุดโต่ง ในเวลาอันรวดเร็ว? งานวิจัยทางสังคม ชี้ว่าสมองของเรา หาเหตุผลมาสนับสนุน สิ่งที่ตนเองอยากเชื่อ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด Motivated Reasoning ไปที่เว็บไซต์ เมื่อเราถูกทำให้รู้สึก ว่าตัวเองอยู่ฝ่ายที่ถูกต้อง เราจะยอมรับความรุนแรงต่อ ฝ่ายศัตรู โดยไม่ตั้งคำถาม เนื่องจากการโหยหาความมั่นคงทางจิตใจ
ในทางกลับกัน หลักการที่แท้จริง มักเน้นเรื่อง การก้าวข้ามความเกลียดชัง ซึ่งความเชื่อที่บริสุทธิ์ ไม่เคยต้องการสร้างศัตรู เพื่อแสดงความยิ่งใหญ่ การฝึกจิตใจให้รู้เท่าทัน คือทางออกที่สำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้ ไม่ถูกใช้เป็นหมาก ในเกมการเมือง ที่อาศัยศาสนาเป็นฉากหน้า
เพื่อให้เรา แยกแยะได้ว่า ความเชื่อที่เราได้รับ หรือเป็นไปเพื่อความขัดแย้ง มีจุดที่ควรระวัง ที่สำคัญ:
โดยสรุป ความเชื่อควรเป็น แสงสว่างนำใจ ให้หลุดพ้นจาก ความเกลียดชังและความทุกข์ ไม่ใช่การถูกใช้ เป็นดาบสังหาร เพื่อตอบสนอง ผลประโยชน์ทางการเมืองของกลุ่มคน การรักษาศรัทธา ร่วมกับหลักเหตุผลที่ถูกต้อง จึงเป็นหนทางเดียว ในการสร้างสรรค์ สันติภาพที่แท้จริง ให้เกิดขึ้นในใจและในโลก